เรื่อง

บิ๊กแมตช์ 

บิ๊กแมตช์! แมนยูดวลเชลซี แมนซิตี้งานเบา จับติ้วเอฟเอ คัพ รอบ 5

บิ๊กแมตช์ ผลการจับสลาก เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 5 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย

บิ๊กแมตช์ ประกบคู่ออกมาแล้วเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา
การแข่งขันฟุตบอลน็อคเอาท์ รายการที่เก่าแก่ที่สุดของโลก เอมิเรตส์ เอฟเอ คัพ ประจำฤดูกาล 2018-19 เดินทางมาถึงรอบ 5 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้ายของการแข่งขันแล้ว โดยอีก 5 คู่ยังคงต้องรีเพลย์แมตช์กันในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ นี้ เพื่อหาผู้ชนะผ่านเข้ามาเล่นในรอบห้าต่อไป

โดยการจับสลากรอบนี้มี เอียน ไรท์ อดีตตำนานแข้งอาร์เซน่อล ซึ่งคว้าแชมป์รายการนี้สองสมัย กับ อเล็กซ์ สกอตต์ แข้งสาวของ “ปืนใหญ่” วัย 34 ปี ซึ่งพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ วูเมนส์ เมื่อฤดูกาล 2015-16 โดยการจับสลากจะหยิบลูกบอลที่มีหมายเลขของแต่ละทีมไว้มาประกบคู่กัน

ซึ่งผลการประกบคู่ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนั้นปรากฎว่า “แชมป์เก่า” เชลซี ที่ผ่านเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ในรอบ 4 จะเปิดสแตมฟอร์ด บริดจ์ ทำบิ๊กแมตช์กับ “ปีศาจแดง” แชมป์รายการนี้ 12 สมัย หลังเพิ่งปราบ อาร์เซน่อล ในรอบ 4 มาล่าสุด ซึ่งถือเป็นรีแมตช์นัดชิงชนะเลิศรายการนี้เมื่อปีที่แล้ว หลัง “สิงห์บลูส์” เฉือนคว้าชัยเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 จากจุดโทษของ เอแด็น อาซาร์

บิ๊กแมตช์ 
ด้านอีกทีมเต็งอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นที่ผ่านมาหลังไล่ถล่ม เบิร์นลี่ย์ เจอกับงานไม่หนักเมื่อต้องออกไปเยือน มิดเดิ้ลสโบรช์ (แชมเปี้ยนชิพ) หรือ นิวพอร์ท (ลีก ทู)

ทั้งนี้ในรอบ 5 นั้นจะทำการแข่งขันระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 18 กุมพันธ์ นี้ ซึ่งรอบนี้จะไม่มีการรีเพลย์แมตช์อย่างรอบที่ผ่านๆมา หากเสมอกันในเวลาจะต่อเวลาพิเศษ หรือดวลจุดโทษหาผู้ชนะเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย

สรุปผลการประกบคู่ เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 5 (16ทีมสุดท้าย) มีดังนี้

– บริสตอล ซิตี้ (แชมเปี้ยนชิพ) พบ ชรูว์สบิวรี่ (ลีก วัน) หรือ วูล์ฟแฮมป์ตัน (พรีเมียร์ลีก)

– เอเอฟซี วิมเบิลดัน (ลีก วัน) พบ มิลล์วอลล์ (แชมเปี้ยนชิพ)

– ดอนคาสเตอร์ (ลีก วัน) พบ คริสตัล พาเลซ (พรีเมียร์ลีก)

– มิดเดิ้ลสโบรช์ (แชมเปี้ยนชิพ) หรือ นิวพอร์ท (ลีก ทู) พบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก)

– เชลซี (พรีเมียร์ลีก) พบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (พรีเมียร์ลีก)

– สวอนซี (แชมเปี้ยนชิพ) พบ บาร์เน็ต (นอกลีก) หรือ เบรนท์ฟอร์ด (แชมเปี้ยนชิพ)

– พอร์ทสมัธ (ลีก วัน) หรือ ควีน ปาร์ก เรนเจอร์ส (แชมเปี้ยนชิพ) พบ วัตฟอร์ด (พรีเมียร์ลีก)

– ไบรท์ตัน (พรีเมียร์ลีก) หรือ เวสต์บรอมวิช (แชมเปี้ยนชิพ) พบ ดาร์บี้ (แชมเปี้ยนชิพ)

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamsport.co.th

เฮ8นัดติดเหมือนกัน

เฮ8นัดติดเหมือนกัน! แมนซิตี้ดุถล่มเบิร์นลี่ย์ยับลิ่วเอฟเอ คัพ-โซลชาโผล่ดูเกม

เฮ8นัดติดเหมือนกัน “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำสถิติคว้าชัยชนะเกมที่ 8 ติดต่อกันทุกรายการ

เฮ8นัดติดเหมือนกัน หลังเจองานไม่หนักเปิด เอติฮัด สเตเดี้ยม ดาหน้าไล่ถลุงทีมเยือน เบิร์นลี่ย์ ชนิดเรียงหน้ากันยิงแบบขาดลอย 5-0 ตีตั๋วผ่านเข้าไปเล่นในรอบต่อไป ซึ่งเกมนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นายใหญ่ของ “ปีศาจแดง” คู่ปรับร่วมเมืองโผล่เข้าไปชมเกมนี้ด้วยเช่นกัน ในศึก เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 4 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา
สนาม: เอติฮัด สเตเดี้ยม, (แมนเชสเตอร์)

“เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามเกือบยกทีม แนวรุกวาง ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส และแบร์นาร์โด้ ซิลวา ทางด้าน เบิร์นลี่ย์ มี ดไวท์ แม็คนีล รับบทหน้าต่ำอยู่หลัง มาเตจ์ วีดร้า กองหน้าตัวเป้า

ออกสตาร์ทครึ่งแรกมาได้ประมาณ 12 นาที เกมต้องหยุดชั่วขณะ เมื่อ ไคล์ วอล์คเกอร์ แบ็คขวาของเจ้าถิ่นตามไปเปิดบอลจากสุดเส้นหลังด้านขวา แล้วหวดโดนเสามุมธงหัก จนต้องรอให้เจ้าหน้าที่สนามนำเสาอันใหม่มาเปลี่ยน ก่อนเล่นกันต่อไปได้

แมนฯซิตี้ ได้โอกาสก่อนในนาทีที่ 16 เมื่อ ไคล์ วอล์คเกอร์ เปิดจากกราบขวาเข้ากลางให้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา แปด้วยซ้ายจากกลางกรอบเขตโทษ แต่บอลไปติดขาของ นิค โพพ นายทวารของเบิร์นลี่ย์ ออกหลังไป

นาทีต่อมา เรือใบสีฟ้า ได้โอกาสอีกครั้ง ดานีโล่ แบ็คชาวบราซิล ยิงด้วยขวาในกรอบเขตโทษติดเซฟของ นิค โพพ

ผ่านมา 23 นาที แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นนำจากจังหวะที่ ดานีโล่ แบ็คซ้ายแทงบอลขึ้นหน้าเข้ากรอบเขตโทษด้านซ้ายให้ กาเบรียล เชซุส กองหน้าชาวบราซิล วิ่งสอดมารับบอลแล้วพลิกตัดเข้าในแต่งหาเหลี่ยม ก่อนสับด้วยขวาทันทีบอลแฉลบขาของ นิค โพพ นายทวารของเบิร์นลี่ย์ ที่พยายามเซฟ แต่ไม่อยู่ บอลเข้าประตูไปช่วยให้ เรือใบสีฟ้า ออกนำก่อน 1-0 จนได้

เฮ8นัดติดเหมือนกัน
ก่อนหมดครึ่งแรก 4 นาที เจ้าถิ่นได้โอกาส เควิน เดอ บรอยน์ โยนลูกเตะมุมให้กับ จอห์น สโตนส์ ปราการหลังเทคตัวโหม่งหลุดเสาขวาไป หมดครึ่งแรก แมนฯซิตี้ ออกนำก่อน 1-0

กลับมาบู๊กันต่อในครึ่งหลัง เบิร์นลี่ย์ เปลี่ยนเอา แจ็ค คอร์ค ลงสนามแล้วถอด ร็อบบี้ เบรดี้ ออก

กระเถิบมานาทีที่ 52 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาได้ประตูนำห่าง 2-0 จากจังหวะที่ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมคเกอร์ตัวกลั่นจ่ายขึ้นหน้าออกมาทางกรอบเขตโทษด้านขวาให้กับ แบร์นาร์โด ซิลวา ดาวเตะชาวโปรตุกีส ล็อคเข้าในแล้วสับด้วยซ้าย นิค โพพ นายทวารของเบิร์นลี่ย์ รับไม่อยู่บอลปลิ้นเข้าประตูไป

จากนั้นนาทีที่ 61 เรือใบสีฟ้า ทิ้งขาด 3-0 เมื่อต่อบอลกันมาอย่างสวยงาม ก่อนที่จังหวะสุดท้าย ริยาด มาห์เรซ จะป้ายบอลออกมาให้ เควิน เดอ บรอยน์ กระหน่ำยิงจากหน้ากรอบเขตโทษฝั่งขวา บอลพุ่งวาบเสียบตาข่ายอย่างเด็ดขาด

ล่วงเลยมานาทีที่ 73 เรือใบสีฟ้า นำหายห่วง 4-0 จากจังหวะที่ เควิน ลอง กองหลังของเบิร์นลี่ย์ ทำบอลเข้าประตูตัวเองไป

ท้ายเกม นาที 85 เจ้าบ้านมาได้เม็ดที่ห้าปิดท้ายจากลูกที่จุดโทษ และเป็น เซร์คีโอ อเกวโร่ ที่ยิงเข้าไปไม่พลาดให้ทีมซัดปิดกล่อง จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดรังไล่ถล่ม เบิร์นลี่ย์ ขาดลอย 5-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 5 ต่อไป

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม

แมนฯ ซิตี้: เอแดร์ซง – ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, นิโคลัส โอตาเมนดี้, ดานีโล่ – เควิน เดอ บรอยน์ (ฟิล โฟเด้น น.75), แฟร์นานดินโญ่ (ดาบิด ซิลบา น.66), อิลคาย กุนโดกัน – ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส (เซร์คีโอ อเกวโร่ “กุน” น.75), แบร์นาร์โด้ ซิลวา

เบิร์นลี่ย์: นิค โพพ – เควิน ลอง, เจมส์ ทาร์คอฟสกี้, เบน กิ๊บสัน – ร็อบบี้ เบรดี้ (แจ็ค คอร์ค น.46), เจฟฟ์ เฮนดริค, สตีเว่น เดอฟูร์ (แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด น.77), ชาร์ลี เทย์เลอร์, สตีเฟ่น วอร์ด – ดไวท์ แม็คนีล – มาเตจ์ วีดร้า (คริส วู้ด น.62)

ผู้ตัดสิน: แกรม สกอตต์

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamsport.co.th

วัตฟอร์ดเจ๋ง 

วัตฟอร์ดเจ๋งบุกปราบนิวคาสเซิ่ล ทะยานรอบ 5 เอฟเอ คัพ

วัตฟอร์ดเจ๋ง “สาลิกาดง” แชมป์เอฟเอ คัพ 6 สมัย มีอันต้องกระเด็นตกรอบร่วงคาบ้านตัวเอง

วัตฟอร์ดเจ๋ง หลังเจอทีเด็ดของ วัตฟอร์ด คู่แข่งร่วมลีกบุกมาคว้าชัย 2-0 ส่งผลให้ “แตนอาละวาด” ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 5 ต่อไป ในเกม เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 4 คืนวันเสาร์ที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมา
สนาม : เซนต์ เจมส์ พาร์ค

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เปิด เซนต์ เจมส์ พาร์ค พบ วัตฟอร์ด คู่แข่งจากพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ในฟุตบอลถ้วยรายการ เอฟเอ คัพ รอบ 4

ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือนิวคาสเซิ่ลส่ง ไอแซ็ค เฮย์เด้น, โรเบิร์ต เคเนดี้ และ โฆเซลู ลงตัวจริง

ส่วน ฆาบี กราเซีย กุนซือวัตฟอร์ดได้ วิลล์ ฮิวจ์ส, เคร็ก แค็ธคาร์ท หายเจ็บ ลงสนาม

เกมครึ่งแรก ผ่านไปเพียง 2 นาที เบน วิลม็อต ทำฟาวล์ โฆเซลู ทำให้เจ้าถิ่นได้ฟรีคิกทางฝั่งขวา เจค็อบ เมอร์ฟี่ เปิดฟรีคิกระยะไกล บอลลอยโด่งมาเข้าหัว เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ โหม่งเผาขนไม่เข้ากรอบ

วัตฟอร์ด ได้ฟรีคิกนาที 12 นาธาเนียล ชาโลบาห์ ซัลโวเท้าขวาจากนอกกรอบเขตโทษ บอลเหินข้ามคานออกไป

จากนั้นนาที 36 ชาโลบาห์ สบโอกาสตะบันเท้าขวาระยะ 30 หลา ไปติดบล็อคของ เฟร็ดดี้ วู้ดแมน

วัตฟอร์ดเจ๋ง 

จบครึ่งแรก ทั้งสองทีมเสมอกัน 0-0

ในครึ่งหลัง นาที 61 วัตฟอร์ด ได้ประตูนำ 1-0 วิลล์ ฮิวจ์ส ทำทางให้ อังเดร เกรย์ ซัดเท้าขวาในกรอบเขตโทษตุงตาข่าย

ส่วนเจ้าถิ่นมีลุ้นในจังหวะที่ แม็ตต์ ริทชี่ ผ่านบอลไปเข้าทาง ฆาเบียร์ มานกีโย่ หวดด้วยขวาในกรอบเขตโทษฝั่งขวาไปติด เอวเรโญ่ โกเมส เซฟไว้ได้ ในนาที 67

นาทีสุดท้ายทีมเยือนมาได้ประตูปิดท้ายหนีห่างเป็น 2-0 จากจังหวะที่ โดมิงโกส กีน่า จ่ายบอลต่อให้ ไอแซ็ค ซัคเซสส์ ส่งบอลสู่ก้นตาข่าย จบเกม นิวคาสเซิ่ล แพ้คาบ้านให้ วัตฟอร์ด 0-2 ส่งผลให้ “แตนอาละวาด” ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 5 ต่อไป

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม

นิวคาสเซิ่ล : เฟร็ดดี้ วู้ดแมน – ฆาเบีร์ มานกีโย่, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, จามาล ลาสเซลส์, เคียแรน คล้าร์ก, แม็ตต์ ริทชี่ – เจค็อบ เมอร์ฟี่, ไอแซ็ค เฮย์เด้น, ฌอน ลองสตาฟฟ์, โรเบิร์ต เคเนดี้ – โฆเซลู

สำรอง : มาร์ติน ดูบราฟก้า (ผู้รักษาประตู), ฟาเบียน ชาร์, ซาโลม่อน รอนดอน, อาโยเซ่ เปเรซ, ฟลอริยอง เลอเฌิน, เดอันเดร เยดลิน, คริสเตียน อัตซู

วัตฟอร์ด : เอวเรโญ่ โกเมส – ดาริล ยานมาต, เคร็ก แคธคาร์ท, มิเกล บริตอส, อดัม เมซิน่า – เบน วิลม็อต – วิลล์ ฮิวจ์ส, นาธาเนียล ชาโลบาห์, โดมิงโกส กีน่า, ไอแซ็ค ซัคเซสส์ – อังเดร เกรย์

สำรอง : ปอนตุส ดาห์ลเบิร์ก (ผู้รักษาประตู), อาเดรียน มาริยัปปา, เคราร์ด เดวโลเฟว, ทรอย ดีนี่ย์, อดัลเบร์โต้ เปนญารานด้า, มาร์ก นาบาร์โร่, เอเตียน กาปู

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamsport.co.th

นิวคาสเซิ่ล

นิวคาสเซิ่ล รัว2เม็ดช่วงต่อเวลาฯบุกดับแบล็คเบิร์น ลิ่วรอบ4 เอฟเอ คัพ

นิวคาสเซิ่ล “กุหลาบไฟ” แม้จะกดสองเม็ดไล่เจ๊า นิวคาสเซิ่ล 2-2 ในช่วงเวลาปกติ

นิวคาสเซิ่ล แต่มาแผ่วในช่วงต่อเวลาพิเศษเจอหมัดเด็ดของแข้ง สาลิกาดง ตะบันสองเม็ดจาก โฆเซลู และอโยเซ่ เปเรซ ให้ทีมบุกปราบแบล็คเบิร์น 4-2 ตีตั๋วผ่านเข้าไปเปิดบ้านรับมือ วัตฟอร์ด ในรอบ 4 ต่อไป ในศึกเอฟเอ คัพ รอบ 3 นัดรีเพลย์ เมื่อวันอังคารที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา
สนาม : อีวู้ด พาร์ค

เกม เอฟเอ คัพ รอบสาม นัดรีเพลย์ เกมนี้แบล็คเบิร์นได้กลับมาแก้ตัวเล่นในบ้านบ้าง หลังนัดที่แล้วบุกไปเสมอ นิวคาสเซิ่ล 1-1 ทั้งที่แบล็คเบิร์นขึ้นนำไปก่อนจาก แบร็ดลี่ย์ ดัค แต่ช่วงท้ายเกม แม็ตต์ ริทชี่ มาซัดจุดโทษให้ทีมได้แก้ตัวในเกมรีเพลย์แมตช์ที่บ้านของ “กุหลาบไฟ” บ้าง

โดยเจ้าถิ่นเกมรุกความหวังอยู่ที่ แดนนี่ เกรแฮม และ อดัม อาร์มสตรอง ขณะที่ลูกทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ ส่ง โฆเซลู หน้าเป้า และมีตัวสนับสนุนอย่าง ฌอน ลองสตาฟฟ์, แม็ตต์ ริทชี่ และจาค็อบ เมอร์ฟี่

เริ่มเกมมาได้แค่ 57 วินาที นิวคาสเซิ่ลได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 โฆเซลู ไหลบอลเข้ากลางให้ ฌอน ลองสตาฟฟ์ สับไกยิงนอกกรอบ 25 หลาบอลพุ่งเป็นจรวดเสียบสามเหลี่ยนมเข้าไป หมดสิทธิ์ที่ ราย่า นายด่านเจ้าถิ่นจะป้องกัน

นาที 22 นิวคาสเซิ่ล หนีห่างเป็น 2-0 บอลเริ่มจาก จาค็อบ เมอร์ฟี่ กระชากบอลหลุดเข้าไปยิงมุมแคบแต่ ดาบิด ราย่า ยังทุบออกมาเข้าทาง เมอร์ฟี่ อีกครั้งก่อนจะครอสมากลางประตูให้ คัลลัม โรเบิร์ตส วิ่งมากระแทกบอลด้วยขวาเข้าไปอย่างเด็ดขาด

แต่นาที 33 แบล็คเบิร์น มาตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 สำเร็จ จากจังหวะวางบอลยาวจากครึ่งสนามมาให้ แดนนี่ เกรแฮม พักบอลลงก่อนจะจ่ายทะลุแนวรับให้ อดัม อาร์มสตรอง หลุดเข้าไปก่อนดีดบอลด้วยขวาผ่านตัว วู้ดแมน เข้าไปอย่างเยือกเย็น

นิวคาสเซิ่ล

เจ้าถิ่นยิ่งเล่นยิ่งได้ใจ ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก “กุหลาบไฟ” ไล่ตีเสมอ 2-2 สำเร็จ จากลูกคอนเนอร์ทางมุมขวา แฮร์ริสัน รีด เปิดบอลมาเข้าหัว ดาร์รักห์ เลนิแฮน เซ็นเตอร์แบ็กขึ้นโขกเดี่ยวๆเข้าไป

บครึ่งแรก แบล็คเบิร์น ไล่ตีเสมอ นิวคาสเซิ่ล อย่างสนุก 2-2

ครึ่งหลัง ราฟาเอล เบนิเตซ ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกตั้งแต่นาที 46 ส่ง จามาล ลาสเซลเลส ลงไปเล่นแทน คีแรน คลาร์ก ที่มีอาการบาดเจ็บ ทว่าเล่นไปได้แค่นาที 57 เท่านั้น “เอล ราฟา” ต้องปวดขมับเมื่อ ลาสเซลเลส มีอาการเจ็บอีกรายทำให้ต้องเปลี่ยนคนที่สองเอา อิซัค เฮย์เด้น ลงไปเล่นแทน

และ เฮย์เด้น เกือบจะทำให้ “สาลิกาดง” ได้ประตูขึ้นนำอีกครั้ง หลัง นาที 68 แมตต์ ริทชี่ เปิดเตะมุมมาเสาแรกให้ เฮย์เด้น โฉบเสาแรกโขกไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย

ช่วงท้ายเกม ยังไม่มีประตูเพิ่ม ทำให้จบ 90 นาที เสมอกันไป 2-2 ต้องต่อเวลาพิเศษ ออกไปอีก 30 นาที

ท้ายช่วงต่อเวลาฯครึ่งแรก นาที 105+3 ฟาเบียน ชาร์ ซัดไกลนอกกรอบบอลพุ่งแรงไปตรงตัว วู้ดแมน แต่นายด่านเจ้าถิ่นรับพลาดบอลกระเด้งมาเข้าทาง โฆเซลู ตาามาซ้ำเข้าไปให้ “สาลิกาดง” นำห่างเป็น 3-2

จากนั้น นาที 106 สาลิกาดง โต้กลับเร็ว แมตต์ ริทชี่ หลุดจากครึ่งสนามก่อนแทงบอลให้ อโยเซ่ เปเรซ เข้าไปยิงแสกหน้า วู้ดแมน เสาแรกเข้าไปให้ นิวคาสเซิ่ล นำห่างเป็น 4-2

ก่อนจบเกมเป็น แบล็คเบิร์น พ่ายคาบ้านหลังเสมอกับ นิวคาสเซิ่ล ในเวลา 90 นาที 2-2 ก่อนต่อเวลาพิเศษทีพ สาลิกาดง จะบวกอีกสองเม็ดบดเอาชนะไปได้อย่างสนุก 4-2 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 4 รอเล่นในบ้านพบกับ วัตฟอร์ด ต่อไป

-อบคุณแหล่งที่มา http://www.siamsport.co.th/

เชสบอดโทษอำลาสิงห์

เชสบอดโทษอำลาสิงห์-โมราต้าเบิ้ล! เชลซีอัดฟอเรสต์ ฉลุยรอบ4เอฟเอ คัพ

เชสบอดโทษอำลาสิงห์ “สิงห์บลูส์” แชมป์เก่าทะยานผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 4 ได้สำเร็จ

เชสบอดโทษอำลาสิงห์ หลังเปิด สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไล่อัด “เจ้าป่า” น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ จากลีกแชมเปี้ยนชิพ 2-0 ซึ่งเกมนี้แม้ เชส ฟาเบรกาส ที่มีข่าวว่าลงเล่นให้ เชลซี เป็นเกมสุดท้ายจะยิงจุดโทษพลาด แต่ได้ อัลบาโร่ โมราต้า หัวหอกชาวสแปนิชเหมาคนเดียวสองประตูพาทีมผ่านเข้ารอบต่อไป ในศึก เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 3 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา
สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

เชลซี เกมนี้ไม่มีสามตัวรุกอย่าง วิลเลี่ยน, เปโดร โรดริเกซ และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่ไม่สมบูรณ์ โดยให้ เชส ฟาเบรกาส ที่ได้โอกาสเล่นเป็นนัดสั่งลาก่อนย้ายสวมปลอกแขนกัปตันทีม หน้าเป้าใช้ อัลบาโร่ โมราต้า

ฟอเรสต์ ของ ไอตอร์ การันก้า ทีมจากแชมเปี้ยนชิพ นัดนี้ไม่มี มิชาเอล เฮเฟเล่, ไมเคิ่ล ดอว์สัน และ แซม บายรัม ที่เจ็บทั้งหมด หน้าเป้าวาง ดาริล เมอร์ฟี่

ครึ่งแรกเริ่มมา 12 นาที เจ้าถิ่นเกือบออกนำ ดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า ครอสบอลเข้ากลางให้ อัลบาโร่ โมราต้า โหม่งจ่อๆติดเซฟ ลุค สตีล อย่างน่าเสียดาย

อีกสองนาทีต่อมา เชลซี ได้ลุ้นอีกจากจังหวะที่ รูเบน ลอฟตัส ชีค โดนทำฟาลว์หน้าเขตโทษและเป็น เอเมอร์สัน ปั่นด้วยซ้ายข้ามคานนิดเดียว

เชสบอดโทษอำลาสิงห์
ขยับมานาที 30 เชลซี มาได้จุดโทษหลังจาก แดนนี่ ฟ็อกซ์ ไปเสียบ รูเบน ลอฟตัส ชีค แต่ทาง เชส ฟาเบรกาส ยิงไปติดเซฟ ลุค สตีล อย่างน่าเสียดาย

มาถึงนาที 37 “สิงห์บลูส์” ยังลุยต่อ อัลบาโร่ โมราต้า ไหลไปให้ ดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า ที่เติมมากดด้วยขวาติดเซฟ ลุค สตีล

ท้ายครึ่งแรกนาที 42 ฟอเรสต์ ได้เสียวบ้าง อัดเลเน่ เกดิอูร่า ลองส่องไกลแต่ยังโด่งข้ามคานออกไป จังหวะถัดมา เจ้าถิ่นต้องเปลี่ยนตัวส่ง เอแด็น อาซาร์ ลงมาแทน รูเบน ลอฟตัส ชีค ที่เจ็บ จบครึ่งแรกยังเสมอกัน 0-0

เชสบอดโทษอำลาสิงห์
ครึ่งหลังผ่านมานาที 49 เชลซี ออกนำ 1-0 คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย เปิดเข้ากลางให้ อัลบาโร่ โมราต้า ชาร์จจ่อๆเข้าไปตุงตาข่าย

ต่อมานาที 54 ฟอเรสต์ ได้ลุ้นบ้าง เบน ออสบอร์น จ่ายให้ เบน ออสบอร์น ส่องไกลตรงตัว กาบาเยโร่ จังหวะถัดมา ดาริล เมอร์ฟี่ ได้เทกตัวโขกในเขตโทษบอลยังเบาไป

เกมผ่านมาหนึ่งชั่วโมง เชลซี นำห่าง 2-0 คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย ครอสบอลเข้าไปให้ อัลบาโร่ โมราต้า โหม่งเสียบเสาเข้าไปและเป็นประตูที่สองของเขาในเกมนี้

เชสบอดโทษอำลาสิงห์
ขยับมานาที 64 ฟอเรสต์ ได้โอกาสบ้าง โจ ลอลลี่ย์ เปิดเตะมุมเข้ามาให้ ดาริล เมอร์ฟี่ เทกตัวโขกหลุดกรอบออกไป อีกสองนาทีต่อมา เบน ออสบอร์น ส่องไกลเฉี่ยวเสา

มาถึงนาที 70 “สิงห์บลูส์” ยังคงลุยต่อ เอแด็น อาซาร์ แปะบอลให้ เชส ฟาเบรกาส ลองส่องไกลบอลเฉี่ยวคานไปนิดเดียว

ท้ายเกมนาที 77 เจ้าถิ่นยังได้เสียว ซัปปาคอสต้า เปิดเข้ามาให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ วิ่งมาแปด้วยขวาติดเซฟของ ลุค สตีล

ท้ายเกม นาที 85 ซาร์รี่ ถอดเอา ฟาเบรกาส กัปตันทีมออก แล้่วส่ง ก็องเต้ ลงไปเล่นเกม ซึ่งเกมนี้น่าจะเป็นแมตช์สุดท้ายในการเล่นให้กับสิงห์บลูส์ตลอด 5 ฤดูกาลที่ผ่านมา ลงเล่นไป 198 เกม ทำได้ 22 ประตู 92 แอสซิสต์ ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกกับเชลซี 2 สมัย เอฟเอ คัพ 1 สมัย และลีกคัพ 1 สมัย

เชสบอดโทษอำลาสิงห์

เชสบอดโทษอำลาสิงห์
หลังจากนั้นทำอะไรกันไม่ได้ จบเกม เชลซี เปิดบ้านชนะ ฟอเรสต์ 2-0 ทะยานเข้าไปเล่นในรอบ 4 ต่อไป

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เชลซี : วิลลี่ กาบาเยโร่ – ดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, ดาวิด ลุยซ์, เอแมร์ซอน – อีธาน อัมปาดู, เชส ฟาเบรกาส (เอ็นโกโล่ ก็องเต้ น.85), รอสส์ บาร์คลี่ย์ – รูเบน ลอฟตัส-ชีค (เอแด็น อาซาร์ น.42), อัลบาโร่ โมราต้า (เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า น.74), คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย

ฟอเรสต์ : ลุค สตีล – เทนดายี่ ดาริควา, เคลาดิโอ ยาค็อบ, แดนนี่ ฟ็อกซ์, ไซดี้ ยานโก้ – อัดเลเน่ เกดิอูร่า, แจ็ค โคลแบ็ค – แม็ตตี้ แคช (โจ ลอลลี่ย์ น.57), ชูเอา คาร์วัลโญ่, เบน ออสบอร์น – ดาริล เมอร์ฟี่

ผู้ตัดสิน : แอนดี้ แมดลี่ย์

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamsport.co.th

ฟอร์มบู่แต่เอาอยู่! 5 ประเด็นเด็ดหลังโซลชาพา แมนยู ตบ เรดดิ้ง

ฟอร์มบู่แต่เอาอยู่! “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ โอเล่ กุนน่าร์ โซลชา ยังคงเดินหน้าเก็บชัยชนะอย่างต่อเนื่อง

ฟอร์มบู่แต่เอาอยู่! แต่ทว่าเมื่อมองรายละเอียดของเกมกับ เรดดิ้ง เมื่อคืนที่ผ่านมาแล้วถือว่าฟอร์มผีแดงดร็อปลงกว่า 4 นัดที่ผ่านมาพอสมควร เรามาแตกประเด็นในเกม เอฟเอ คัพ กันทีละเรื่องเลย
1.สำรองไม่แกร่ง

ฟอร์มบู่แต่เอาอยู่!

แน่นอนว่าหลังจาก “ผีแดง” ซัดโปรแกรมช่วงปีใหม่มาอย่างหนักหน่วงเป็นธรรมดาที่ทีมจะพักผู้เล่นตัวหลักเพื่อลงแข่งขันในรายการ เอฟเอ คัพ เกมนี้ โซลชา เลือกที่จะเปลี่ยนแปลงผู้เล่นจากเกมที่แล้วถึง 9 คนด้วยกัน มีเพียงแค่ ฟิล โจนส์ และฆวน มาต้า เท่านั้นที่ออกสตาร์ทตัวจริงต่อเนื่อง

ปรากฎว่าฟอร์มของ ปีศาจแดง ค่อนข้างดร็อปลงเป็นอย่างมาก ผู้เล่นแต่ละคนไม่ค่อยได้เล่นด้วยกันเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะนักเตะในแดนกลางอย่าง เฟร็ด, สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ และอันเดรียส เปเรยร่า ที่ไม่สามารถทำเกมรุกได้เลยแถมรูปเกมยังเป็นรองทีมเยือนอีกต่างหาก หลังเกม โซลชา ก็ออกมายอมรับว่าเขาจัดตัวผู้เล่นผิดพลาดเอง แต่มันก็น่าคิดว่าสำรองของผีแดงยังดูห่างชั้นกับตัวจริงไปมาก มาดูกันว่า โซลชา จะมีการเสริมทัพผู้เล่นเพื่อยกระดับทีมขึ้นมาหรือไม่

2.เรดดิ้ง ขาดจังหวะจบ

ฟอร์มบู่แต่เอาอยู่!
ถือว่าเป็นเกมที่ดีของ เรดดิ้ง ทีเดียว น่าเสียดายที่พวกเขากลับบ้านด้วยมือเปล่า เรดดิ้ง ครองบอลได้มากถึง 60 เปอร์เซนต์เลยทีเดียวแถมยังจ่ายบอลได้แม่นยำ (84 เปอร์เซนต์) มากกว่าแมนฯยูไนเต็ด นอกจากนี้โอกาสยิงประตูของพวกเขามีทั้งหมด 13 ครั้งมากกว่า ผีแดง ที่มีโอกาสยิง 8 ครั้ง แต่ทว่าประสิทธิภาพของเกมรุกค่อนข้างต่างกันเป็นอย่างมาก เรดดิ้ง แทบจะยิงไม่ผ่าน เซร์คิโอ โรเมโร่ ทั้งที่มีโอกาสทองอยู่หลายครั้ง นี่คงเป็นเหตุผลที่พวกเขาต้องดิ้นรนหนีตกชั้นอยู่ในแชมเปี้ยนชิพขณะนี้ ถ้าพวกเขาปรับปรุงเรื่องนี้ได้น่าจะช่วยให้ทีมได้อยู่ในอันดับที่ดีกว่านี้

3.อเล็กซิส-ลูกากู เริ่มกระเตื้อง

ฟอร์มบู่แต่เอาอยู่!
อเล็กซิส ซานเชสซ และโรเมลู ลูกากู เป็นสองคนที่แฟนผีแดงจับตามองเป็นอย่างมากหลังการเข้ามาของ โอเล่ กุนน่าร์ โซลชา พวกเขาฟอร์มตกอย่างหนักหน่วงในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ ทำให้หลายคนอยากจะเห็นฟอร์มที่ดีขึ้นหลังมีการเปลี่ยนกุนซือ โรเมลู ลูกากู ได้มีโอกาสลงเล่นไปทั้งหมด 3 นัดและก็ดูเหมือนฟอร์มการสอยตาข่ายเขาจะเริ่มกลับมาดีขึ้น เกมนี้เป็นอีกเกมที่เขายิงประตูได้และทำให้ ลูกากู ซัดประตูไป 3 นัดติดต่อกันแล้ว

ขณะที่ อเล็กซิส ซานเชซ ได้ลงสนามนัดที่แล้วในฐานะตัวสำรองและก็ทำแอสซิสต์ให้เพื่อนร่วมทีมได้ นัดนี้เขาก็จ่ายบอลอย่างงามให้ ลูกากู ยิงประตู น่าเสียดายที่เขาได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออก โดยรวมแล้วทั้งสองคนถือว่าทำผลงานได้ดีขึ้นต้องมาดูกันว่าพวกเขาจะรักษามาตรฐานแบบนี้ต่อไปได้หรือไม่

4.มือสองสุดหล่อ เซร์คิโอ โรเมโร่

ฟอร์มบู่แต่เอาอยู่!

ในยามที่ ผีแดง อยากจะพัก ดาบิด เด เคอา ก็จะมีชายนาม เซร์คิโอ โรเมโร่ นี่แหละที่เหล่าแฟนปีศาจแดงยังไว้เนื้อเชื่อใจได้เสมอ ฤดูกาลนี้เขาได้ลงเล่นให้ทีมไปเพียงแค่ 2 นัด (คาราบาว คัพและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก) และอีกหนึ่งนัดในเกมฟุตบอลเอฟเอ คัพ เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งฟุตบอลรายการนี้ก็เป็นอีกรายการที่เขามักจะจองสัมปทานอยู่เสมอ โดยเกมเมื่อคืนที่ผ่านมาผีแดงมีสิทธิ์จะเพลี้ยงพล้ำอยู่หลายครั้งแต่ โรเมโร่ ก็ใช้ประสบการณ์ของเขาช่วยทีมได้อีกครั้ง โอกาสยิงตรงกรอบของ เรดดิ้ง ทั้ง 5 ครั้ง เขาสามารถเซฟได้ทั้งหมด ต้องชมการยืนตำแหน่งที่ยอดเยี่ยมของเขาเลยจริงๆ ซึ่งก็ทำให้ทีมเก็บคลีนชีทสองนัดติดต่อกันได้สำเร็จ

5.โซลชา มาวินอีกแล้ว

ฟอร์มบู่แต่เอาอยู่!
โอเล่ กุนน่าร์ โซลชา ยังคงเดินหน้าเก็บชัยอย่างต่อเนื่อง เขากลายเป็นผู้จัดการทีมผีแดงคนที่ 2 ที่สามารถซิวชัยรวดใน 5 นัดแรกที่คุมทัพเทียบเท่ากับตำนานผู้จัดการทีมของ แมนฯยูไนเต็ด อย่าง เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ อย่างไรก็ตาม โซลชา คงต้องระวังไว้เพราะยังมีสถิติที่น่ากลัวเนื่องด้วยหลังจากที่ เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ ซิวชัยใน 5 นัดแรกแล้วหลังจากนั้นอีก 8 เกมถัดมาเขาเก็บชัยได้เพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น ประกอบกับที่นัดถัดไปของ ผีแดง ก็ดันเจองานยากเมื่อต้องบุกไปเยือน สเปอร์ส งานนี้ โซลชา ได้เจอบททดสอบของจริงกันแล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamsport.co.th