เรื่อง

Liverpool

กองทัพ หงส์แดง เริงร่าฉลองสุดเหวี่ยงหลังโกงตายเข้าชิง แชมเปียนลีก

Liverpool หลังจาก “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ยอดทีมใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สร้างปาฏิหาริย์ เปิดบ้านถล่ม บาร์เซโลนา 4-0 รวม 2 นัด

ลิเวอร์พูล ชนะ บาร์เซโลนา 4-3 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

ล่าสุดทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของสโมสร ลิเวอร์พูล Liverpool FC‏ โพสต์คลิป เผยให้เห็นบรรยากาศในห้องแต่งตัวของทีม ที่นักเตะทุกคนกำลังฉลองกันสุดเหวี่ยงจากความสำเร็จอันน่าเหลือเชื่อในครั้งนี้

หงส์แดง

หงส์เจ๋งในรัง ลิเวอร์พูล VS บาร์เซโลน่า

หงส์แดง ลิเวอร์พูล มีคิวเปิดรัง แอนฟิลด์ ทำศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองฯ นัดสอง กับ บาร์เซโลน่า วันอังคารที่ 7 พฤษภาคมนี้ ซึ่งนอกจากความสามารถของตัวเองแล้ว คงต้องหวังพึ่งปาฏิหาริย์ด้วย หากต้องการพลิกสถานการณ์เป็นฝ่ายเข้าสู่รอบชิงฯ เพราะเกมแรกดันบุกไปพ่ายยับที่ คัมป์ นู 0-3

แถมเกมนี้ไม่มีสองกองหน้าตัวเก่งอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ด้วย ดูแล้วเหนื่อยใจแทน “หงส์แดง” แต่ฟุตบอลลูกกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ และนี่คือเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจสำหรับเกมนี้
ลิเวอร์พูล ลุ้นเป็นทีมที่ “สาม”ในประวัติศาสตร์ถ้วย ยูโรเปี้ยน คัพ / แชมเปี้ยนส์ ลีก ต่อจาก พานาธิไนกอส

(1970/71) และ บาร์เซโลน่า (1985/86) ที่สามารถพลิกเป็นฝ่ายเข้าสู่รอบชิงฯ ได้ หลังจากที่แพ้ถึงสามลูกในเกมรอบรองฯ นัดแรก

ที่ผ่านมามีแค่ “สาม” ทีมเท่านั้น ที่พลิกตกรอบน็อกเอาต์ แชมเปี้ยนส์ ลีก

โดยที่เกมแรกชนะคู่แข่งขาดลอยระดับสามประตูหรือมากกว่าได้ก่อน ซึ่งครั้งล่าสุดก็คือ บาร์เซโลน่า ที่พลิกตกรอบก่อนรองฯ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทั้งที่เกมแรกเปิดบ้านต้อน อาแอส โรม่า 4-1 แต่นัดสองกลับออกไปพ่าย 0-3 ทำให้ บาร์ซ่า ตกรอบตามกฏประตูทีมเยือน

หงส์แดง

บาร์เซโลน่า ชนะทั้ง “สอง” ครั้งในการบุกมาเยือน ลิเวอร์พูล ที่ แอนฟิลด์ ในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยชนะ 3-1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2001 และชนะ 1-0 เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2007

ทำให้พวกเขาเป็นเพียงทีมเดียวที่บุกมาเก็บชัยที่ แอนฟิลด์ ได้มากกว่าหนึ่งครั้งในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก

ในการแข่งขันถ้วยยุโรปทุกรายการ ลิเวอร์พูล แพ้แค่ “หนเดียว” เท่านั้น จาก 18 เกมที่ลงเตะรอบรองฯ ในบ้านตัวเอง (ชนะ 14 เสมอ 3) โดยครั้งเดียวที่ปราชัยคือการพ่าย ลีดส์ ยูไนเต็ด 0-1 ในถ้วย แฟร์ส คัพ เมื่อฤดูกาล 1970/71

ฤดูกาลนี้ บาร์เซโลน่า บุกมาเอาชนะทีมอังกฤษได้แล้ว “สอง” ครั้งในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งนั่นก็คือการอัด ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 4-2 และเชือด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 ทว่าที่ผ่านมาไม่มีทีมไหนที่สามารถบุกพิชิตทีมอังกฤษได้ถึง “สาม” ครั้งภายในฤดูกาลเดียว

ลิเวอร์พูล ไม่แพ้ในบ้านตัวเอง (รวมทุกรายการ) มา 19 เกมติด (ชนะ 16 เสมอ 3) ซึ่งที่ผ่านมาในยุคกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ มีแค่ “ครั้งเดียว” เท่านั้น ที่ไร้พ่ายที่ แอนฟิลด์ ยาวนานกว่า นั่นคือ 25 เกม ช่วงระหว่างเดือนมกราคม ปี 2016 ถึง มกราคม ปี 2017

หงส์แดง

หลังจากที่ ลิโอเนล เมสซี่ ทำประตูได้ในเกมเลกแรก ทำให้ ลิเวอร์พูล กลายเป็นคู่แข่งรายที่ 32 ที่ เมสซี่ ยิงได้ในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งมีแค่ ราอูล กอนซาเลซ ตำนานหัวหอก เรอัล มาดริด เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ทำได้มากกว่า (33 ทีม)

ลิเวอร์พูล ไม่เสียประตูเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ แอนฟิลด์ มา 367 นาที

นับตั้งแต่ที่โดน คีลิยัน เอ็มบัปเป้ หัวหอก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

ยิงเมื่อเดือนกันยายน ปีก่อน ทว่าที่ผ่านมา “ลิเวอร์” ไม่เคยเก็บคลีนชีตเกม ยูโรเปี้ยน คัพ / แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่บ้านตัวเองได้ 5 นัดติดมาตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 1984

บาร์เซโลน่า เก็บชัยได้แค่ 5 จาก 18 เกมเยือนหลังสุดในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบน็อกเอาต์ (เสมอ 4 แพ้ 9) แต่ 4 จาก 5 ครั้งดังกล่าว เป็นการบุกมาอัดทีมอังกฤษ (2 ครั้งกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้, 1 ครั้งกับ อาร์เซน่อล และ 1 ครั้งกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) ส่วนอีกครั้งเป็นการบุกสอย ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เมื่อเดือนเมษายน ปี 2015

 

หงส์แดงฤดูกาลนี้ เมสซี่ กดประตูในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปแล้ว 12 ลูก ซึ่งน้อยกว่าฤดูกาลที่ทำได้เยอะสุดแค่ 2 ลูกเท่านั้น (14 ประตูในซีซั่น 2011/12)

เมสซี่ ทำประตูใส่ทีมอังกฤษไปแล้ว 26 ลูก ซึ่งมากกว่าทุกคนในประวัติศาสตร์รายการนี้ และถ้านับเฉพาะฤดูกาลนี้ เจ้าตัวยิงทีมจากเมืองผู้ดีไปแล้ว 6 ตุง

ลิเวอร์พูล

5 ประเด็นหลังเกม! ลิเวอร์พูล ต่อชะตาลุ้นแชมป์บุกคว่ำ นิวคาสเซิ่ล 3-2

ลิเวอร์พูล “เกือบเอาตัวไม่รอด” ผมคงต้องขอใช้คำนี้จริง ๆ เพราะถ้า หงส์แดง หลุดเสมอหรือแพ้ในเกมนี้ พวกเขาก็แทบที่จะหมดลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปเลย

ถือเป็นอีกเกมที่ลุ้นกันเหนื่อยแบบพอตัว

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ลิเวอร์พูล ก็ผ่านมาได้ด้วยชัยชนะ

นอกจากจะได้ 3 คะแนน สำคัญกลับออกมาจาก เซนต์ เจมส์ พาร์ค แล้ว เชื่อเหลือเกินว่าเกมนี้น่าจะปลุกใจมีแรงส่งในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พอสมควร ที่สำคัญไปกว่านั้นชัยชนะนัดนี้จะส่งผลโยนความกดดันไปถึงคู่ท้าชิงอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มีคิวลงเตะในค่ำคืนวันจันทร์กับ เลสเตอร์ ซิตี้

5. สถิติหลังเกมและรูปเกมโดยรวม

ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล

สถิติหลังเกม เจ้าบ้าน นิวคาสเซิ่ล มีโอกาสยิงประตู 14 ครั้ง

เข้ากรอบ 7 ครั้ง และมีเปอร์เซนต์การครองบอลอยู่ที่ 30 เปอร์เซนต์ ทางฝั่ง ลิเวอร์พูล มีโอกาสยิงประตู 11 ครั้ง เข้ากรอบ 4 ครั้ง และมีเปอร์เซนต์การครองบอลอยู่ที่ 70 เปอร์เซนต์

รูปเกมโดยรวม เจ้าบ้าน นิวคาสเซิ่ล เกมนี้วางหมากมาแบบรัดกุมเลือกใส่กองหลังถึง 5 คน ทางฝั่ง หงส์แดง ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ เลือกจัดชุดที่ขอใส่เต็มที่ แต่เกมนี้ไม่มีชื่อของ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ แม้กระทั่งบนม้านั่งสำรองสาเหตุมาจากมีอาการบาดเจ็บไม่พร้อมลงสนาม

รูปเกมเปิดแลกใส่กันตั้งแต่ 5 นาทีแรก โดยเจ้าบ้าน สาลิกาดง มาไม่เบาในเกมนี้เพราะใส่เต็มที่เล่นประหนึ่งทีมหนีตกชั้นทั้งที่ทีมนี้ไม่มีลุ้นอะไรแล้วและรอดพ้นจากการตกชั้นแน่นอนแล้ว แต่ความมุ่งมั่นของนักเตะแรงมาก บวกกับแรงส่งของเสียงเชียร์ใน เซนต์ เจมส์ พาร์ค ยิ่งทำให้พวกเขาหึกเหิมกันไปใหญ่

แน่นอนว่าเกมนี้ หงส์แดง เจอความลำบากตั้งต้นเกม นิวคาสเซิ่ล เล่นเกมรับกันอย่างมีวินัย เกมรุกบุกมาแต่มาทีละทีมีเสียวใช้ได้เลย ทางฝั่ง หงส์แดง ถล่มปูพรมหวังประตูขึ้นนำเร็วจนมาถึงลูกเตะมุมแรก ฟาน ไดค์ วิ่งมาโขกสบาย ๆ ชนิด ดูบราฟก้า โวยปล่อยได้ไง เพราะไม่มีใครประกบเลย ซึ่งทำให้นึกถึงสมัย ราฟา คุมหงส์ ก็เสียแบบนี้บ่อยจากการคุมโซนตอนเตะมุม

เพียงไม่นานเท่านั้น ราฟา ก็เล่นซะแล้วเมื่อ นิวคาสเซิล มาได้ประตูตีเสมอแบบง่ายเกินคาดจากการครอสบอลธรรมดา ลูกมาเสาไกล เทรนท์ โหม่งไม่ถึง บอลตกมาที่ แมตต์ ริชชี่ ที่ไม่มีใครตามประกบ ได้ตวัดเข้ากลางมาถึง รอนดอน ยิงไปติดแขน เทรนท์ บอลมาเข้าทาง อัตซู ซ้ำดาบสอง เข้าไปแบบน่าเสียดาย

หลังจากได้ประตูตีเสมอ สาลิกาดง เล่นแบบไม่มีอะไรจะเสีย “ก็มาดิครับ” โหมบุกเข้าใส่ หงส์แดง แบบบ้าคลั่ง แต่ดูเหมือนแนวรับ นิวคาสเซิล ก็ดูหลุดสมาธิง่ายเหมือนกัน นำไปสู่ประตูนำอีกครั้ง ต้องชม โมซาลาห์ ที่เหลือบเห็นที่ว่างก่อนแอบย่องไปรอ ก่อนที่ เทรนต์ จะเปิดมาให้ โม ซาลาห์ ตวัดยิงด้วยขวานิ่ม ๆ

ช่วงครึ่งหลังต้องบอกว่า นิวคาสเซิล เล่นจริงสมบทบาทเพราะเล่นหนักเหลือเกิน กองหน้าที่ชื่อ แซลมอน รอนดอน แฮร่ !! ซาโลมอน รอนดอน ยังคงเป็นตัวอันตรายตลอดเวลา แน่นอนว่าการฆ่าไม่ตายทำให้ทีมต้องตกที่นั่งลำบาก เมื่อเสียเตะมุม โหม่งสกัดไม่ขาด บอลมาถึง แซลมอน รอนดอน วอลเล่ย์ตูมเดียวหาย

คล็อปป์ ปรับ แท็คติกสู้ในครึ่งหลังด้วยการส่ง ชากิรี่ ลงมาสร้างความวูบวาบให้ทีม แต่ก่อนหน้านี้จำต้องเปลี่ยน ซาลาห์ ออกเพราะมีอาการบาดเจ็บ

ช่วงท้ายเกม จากภาพมีคำสั่งของ ฟาน ไดค์ ให้ ชากิรี่ เป็นคนเปิด และได้ผล ชากิรี่ เปิดมาหยอดมากลางประตู โอริกิ ขึ้นโขกเต็มๆ 3-2 เป็นประตูชัยในเกมนี้ช่วงนาที 86

4. แอสซิตส์ จาก แบ็คทั้งสองข้าง

เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กลายเป็นกองหลังคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ที่ทำแอสซิสต์ถึงตัวเลข 2 หลักในฤดูกาลเดียว และแน่นอนว่าเกมที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ก เขาทำแอสซิสต์ที่ 12 และ 13 รวมทุกรายการของฤดูกาลนี้ ซึ่งนั่นทำให้ตอนนี้เจ้าตัวมีแอสซิตส์เท่ากับ แอนดี โรเบิร์ตสัน คู่แข่งในการสร้างโอกาสทำประตูในฤดูกาลเดียวกัน

นอกจากนี้ นักเตะวัย 20 ปีเปิดลูกเตะมุมให้ ฟาน ไดจ์ค ก่อนที่เขาจะครอสให้ซาลาห์ทำประตู ซึ่งเขาเป็นนักเตะคนแรกของลิเวอร์พูลที่ทำสองแอสซิสต์ในเกมเยือนตั้งแต่ธันวาคม 2017

3. เรื่องของลูกตั้งเตะ

ความยอดเยี่ยมในการเล่นลูกนิ่งของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้สร้างความแตกต่างอย่างมาก ตอนนี้พวกเขาทำไป 22 ประตูจากลูกตั้งเตะ ซึ่งนับว่ามากกว่าทุกทีม

โดยประตูแรกของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค มาจากลูกเตะมุมของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ เซอร์ดาน ชากิรี เปิดฟรีคิกสุดสำคัญท้ายเกมให้ โอริกี โหม่งเปลี่ยนทางไปแฉลบศรีษะ จามาล ลาสเซลส์ เข้าประตูไปมันเป็นอีกเกมในฤดูกาลนี้ที่ โอริกี ลงมามาเป็นตัวสำรอง เชื่อว่าทุกคนจำได้หลังจากทำประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บเหนือ เอฟเวอร์ตัน ในเดือนธันวาคม ซึ่งความสำคัญจะมากแค่ไหนยังไม่มีใครรู้จนกว่าจะถึงสัปดาห์หน้า

2. อาการบาดเจ็บของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ลิเวอร์พูลต้องรอประเมินการบาดเจ็บที่โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้รับที่ศรีษะ หลังปะทะกับมาร์ติน ดูบราฟก้า ในเกมดังกล่าว

โดย เยอร์เก้น คล็อปป์ กล่าวหลังเกมว่า “สิ่งที่ผมได้ยิน หัวของเขาชนกับสะโพกของผู้รักษาประตู”

“หลังจากนั้นเขาล้มลงกับพื้น และหมอต้องตัดสินใจว่า ‘เขาจะเล่นต่อหรือต้องออกมา’ และการตัดสินใจคือต้องออกจากจากสนาม แน่นอนว่าต้องยอมรับเรื่องนี้”

“ตอนที่เขาเข้ามาในห้องแต่งตัวเพื่อดูเกมทางทีวี จากนั้นเขาดูสบายดี แต่ชัดเจนว่าเราต้องรอดู ชัดเจนว่าเขาเจอน็อกเต็มๆ ในสถานการณ์นั้น”

1. สปิริตของทีม

ลิเวอร์พูล

liverpool

มีหลายอย่างให้พูดถึง เราสามารถพูดเกี่ยวกับฟุตบอลในคืนนี้ เราสามารถพูดได้ถึงการแสดงให้เห็นถึงจิตใจล้วน ๆ การแสดงให้เห็นถึงแพสชั่นและความต้องการที่แท้จริง

แน่นอนว่านี่มันเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมของทั้งสองทีม สำหรับ นิวคาสเซิ่ล พวกเขาก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้ หงส์แดง และน่าเหลือเชื่อเหลือเกินว่าเกมนี้ลูกทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ สร้างความลำบากให้ทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ชนิดที่เกือบเอาตัวไม่รอด

ด้วยความกดดันหลาย ๆ อย่าง หลายคนคิดว่า นักเตะ ลิเวอร์พูล จะมีความกังวลให้เห็น ซึ่งบอกตามตรงว่ามีให้เห็นนะ แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นภาพรวมถือว่าซ่อนความกดดันเอาไว้ได้ดี

ซาลาห์50ลูก

ซาลาห์50ลูก! จัดเต็มสถิติสุดเจ๋งหลังชัยชนะของลิเวอร์พูลแซงขึ้นฝูง

ซาลาห์50ลูก หงส์แดง เก็บชัยชนะสุดสำคัญแซง แมนฯซิตี้ ขึ้นไปเป็นจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

ซาลาห์50ลูก ต้องชมการแก้เกมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ครึ่งหลังที่มีส่วนทำให้ทีมกลับมาในฟอร์มที่ดีขึ้น และประตูที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือประตูของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่สามารถปลดล็อกได้สำเร็จแถมยังทำสถิติน่าสนใจอีกด้วย เราจัดหนัดจัดเต็มสถิติหลังเกมนี้มาให้ทุกท่านแล้ว
1 – เซาธ์แฮมป์ตัน เก้บชัยได้ในเกมที่ลงเล่นวันศุกร์เพียงแค่ 1 ครั้งจากทั้งหมด 6 เกม แถมยังพ่ายแพ้ 3 ใน 4 เกมหลังสุดด้วย (ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 3)

4 – ลิเวอร์พูล เอาชนะทีม นักบุญ ได้ในพรีเมียร์ลีก 4 ครั้งติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

7 – หงส์แดง เก็บชัยชนะได้ 7 จาก 8 เกมหลังสุดเมื่อพวกเขาเสียประตูก่อน

ซาลาห์50ลูก

16 – ขึ้นนำดีๆไม่ชอบต้องให้โดนก่อน เมื่อ หงส์แดง ตกเป็นฝ่ายตามหลังคู่แข่ง พวกเขาสามารถกลับมาเก็บแต้มได้มากถึง 16 แต้ม ซึ่งมากกว่าทุกทีมในพรีเมียร์ลีกซีซันนี้

23 – สวนทางกันเลย เมื่อ เซาธ์แฮมป์ตัน ขึ้นนำคู่แข่งได้ในซีซันนี้ พวกเขากลับทำแต้มหล่นหายไปถึง 23 แต้ม มากกว่าทุกทีมในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้

50 – เชน ลอง เป็นนักเตะไอร์แลนด์ลำดับที่ 4 ที่ยิงครบ 50 ประตูในพรีเมียร์ลีก โดย 3 คนก่อนหน้านี้คือ ร็อบบี้ คีน (126 ประตู), ไนออล ควินน์ (59 ประตู), เดเมียน ดัฟฟ์ (54 ประตู)

5000 – หงส์แดง เสียประตูครบ 5000 ลูกแล้วนับตั้งแต่สมโสรก่อตั้งมา ซึ่งนับเป็นทีมที่ 7 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ตามหลัง เอฟเวอร์ตัน, แมนฯซิตี้, แอสตัน วิลล่า, นิวคาสเซิ่ล, ซันเดอร์แลนด์ และอาร์เซน่อล

ซาลาห์50ลูก

1 – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นนักเตะคนแรกในพรีเมียร์ลีกที่ลงเล่นเป็นตัวสำรองแล้วยิงประตู, ทำแอสซิสต์ และเสียใบเหลือง นับตั้งแต่ กราเซียโน่ เปลเล่ ทำได้เมื่อเดิอน พฤษภาคม ปี 2016

23 – ประตูของ นาบี เกต้า เป็นประตูแรกของเขาในพรีเมียร์ลีก จากความพยายามส่องประตูทั้งหมด 23 ครั้งในฤดูกาลนี้

20 – ด้วยวัย 20 ปี 180 วัน เทรนด์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กลายเป็นนักเตะลิเวอร์พูลที่อายุน้อยที่สุดอันดับ 5 ที่ลงสนามครบ 50 นัดในพรีเมียร์ลีก (อันดับ 1 ไมเคิ่ล โอเว่น – 18 ปี 328 วัน / อันดับ 2 ราฮีม สเตอร์ลิ่ง – 19 ปี 83 วัน / อันดับ 3 ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ – 19 ปี 266 วัน และอันดับ 4 สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด – 20 ปี 152 วัน)

ซาลาห์50ลูก

3 – โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กลายเป็นเพียงนักเตะคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ยิงประตูได้ทั้งสามเกมที่ลงเล่นในวันศุกร์ โดยก่อนหน้านี้ เธียร์รี่ อองรี สามารถซัดประตูได้ถึง 4 เกมติดในวันศุกร์เช่นกัน

50 – โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยิงประตูแตะหลัก 50 ลูกให้กับ ลิเวอร์พูล จากการลงเล่นเพียง 69 เกมในพรีเมียร์ลีก ซึ่งถือว่าใช้เวลารวดเร็วที่สุดในสโมสร ลิเวอร์พูล และเป็นอันดับที่ 3 นักเตะที่ยิง 50 ลูกในสโมสรเดียวในพรีเมียร์ลีก (อันดับ 1 คือ อลัน เชียร์เรอร์ – แบล็คเบิร์น ใช้เวลา 66 นัด, อันดับ 2 รุด ฟาน นิสเตลรอย – แมนฯยูไนเต็ด ใช้เวลา 68 นัด)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.siamsport.co.th

ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก

ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก เรือใบนำฝูงโด่ง สถานการณ์ท้ายตาราง ดาวซัลโวล่าสุด

ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก แชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ปล่อยให้สามแต้มหลุดลอย

ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก หลังเปิดบ้านไล่ถลุงเอาชนะ วัตฟอร์ด 3-1 รั้งจ่าฝูงต่อไป โดยมีแต้มนำ อันดับ 2 “หงส์แดง” ที่แข่งน้อยกว่าเป็น 4 คะแนนแล้ว
เกมพรีเมียร์ลีก เข้าสู่โค้งสุดท้ายกันแล้ว วีกที่ 30 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา สถานการณ์หัวตาราง “เรือใบสีฟ้า” แผ่วไม่เป็น หลังได้ฮีโร่นามว่า “ราฮีม สเตอร์ลิง” ตะบันแฮตทริกใส่ “แตนอาละวาด” 3-1 ซึ่งแม้เกมจะจบไปแล้วแต่มีดราม่าให้พูดกันไม่จบ จากจังหวะได้ประตูแรกของแมนฯซิตี้

กับ 3 แต้มล้ำค่าของ “เรือใบสีฟ้า” ทำให้พวกเขาหนี ลิเวอร์พูล ที่มีคิวแข่งในวันอาทิตย์ไปเป็น 74 คะแนน นำ “หงส์แดง” ถึง 4 คะแนน โยนความกดดันให้ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ มาแบบเต็มๆ

ส่วนอีกหนึ่งทีมหัวตารางอย่าง สเปอร์ส ที่เกมนี้พวกเขาน่าจะบุกมาคว้าชัยเหนือรังนักบุญได้ หลัง แฮร์รี่ เคน ซัดให้ทีมนำก่อน แต่ทว่าช่วง 15 นาทีสุดกลับแผ่วปลาย โดน เซาธ์แฮมป์ตัน รัวสองเม็ดติดแซงเข้าวินเฉย และสองประตูที่ทำได้มาจาก ยานน์ วาเลรี่ และเจมส์ วอร์ด-พราวส์ สองแข้งตัวแสบที่ยิง “ปีศาจแดง” ในนัดที่แล้ว

ซึ่งความพ่ายแพ้ของ สเปอร์ส ทำให้พวกเขาปราชัยเป็นนัดที่ 3 ใน 4 เกมล่าสุดที่ไม่ชนะทีมใดเลย เสียดาย 12 แต้ม พวกเขาเก็บได้คะแนนเดียว เลยยืนหยุดรอ “ปีศาจแดง” หรือ อาร์เซน่อล ที่จะมีคิวดวลแข้งกันในช่วงดึกของคืนวันอาทิตย์นี้

และหากผลเป็นฝั่งทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา บุกเอาชนะปืนใหญ่ได้สำเร็จ ผีแดง จะทำแต้มเท่าสเปอร์ที่ 61 คะแนนทันที คราวนี้ก็ต้องมาวัดลูกได้เสียกันล่ะ…

ด้านสถานการณ์ของโซนท้ายตาราง แข่งขันกันเกือบหมดทุกทีม ฮัดเดอร์สฟิลด์ พ่ายอีกจมบ๊วยต่อและน่าจะคว้าตั๋วกลับสู่แชมเปี้ยนชิพเป็นทีมแรกแน่นอนแล้ว

เช่นเดียวกับรองบ๊วยอย่าง ฟูแล่ม ที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนตัวกุนซือกี่รายผลงานทีมก็ไม่ดีขึ้น ล่าสุดบุกพ่ายให้ เลสเตอร์ ทำให้มีแต้มตามหลังโซนปลอดภัยถึง 13 คะแนน กระนั้นก็ยังมีลุ้นรอดตายเช่นกันแม้ว่ามันจะยากเพราะเหลืออีก 8 เกมที่เหลือ

กลับกลายเป็นว่า คาร์ดิฟฟ์ มีโอกาสรอดมากกว่า ชัยชนะเหนือ “ขุนค้อน” ในวันนี้ทำให้มี 28 คะแนนตามหลัง เบิร์นลี่ย์ อันดับ 17 แค่ 2 คะแนนเท่านั้น ซึ่งโควต้าหล่นตกชั้นทีมสุดท้าย คาดว่าน่าจะลุ้นกันยาวๆ ทั้ง คาร์ดิฟฟ์ เบิร์นลี่ย์ เซาธ์แฮมป์ตัน, ไบรท์ตัน, คริสตัล พาเลซ รวมทั้ง นิวคาสเซิ่ล ที่แม้วันนี้จะซัด 3 เม็ดรวดใส่เอฟเวอร์ตัน เก็บสามแต้ม แต่ทีมยังยังมีโอกาสตกชั้นได้เช่นกัน

ปิดท้ายที่ดาวซัลโวเกมเมื่อวันเสาร์ที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา 3 เม็ดของจ่าฝูง “เรือใบ” ไร้ชื่อของ กุน อเกวโร่ เป็นผู้ทำประตูทำให้ดาวยิงชาวอาร์เจนไตน์ยังหยุดอยู่ที่ 18 ประตู ตามมาด้วย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ช่วงหลังสุดฟืดไม่ยิงมาหลายเกมแล้ว

หยุดอยูที่ 17 เม็ดเท่ากับ แฮร์รี่ เคน ที่ซัดให้ทีมขึ้นนำนักบุญ

ส่วนอันดับ 4 เป็น ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง หยุดที่ 16 ประตู ตามมาด้วย ราฮีม สเตอร์ลิง ที่วันนี้ระเบิดแฮตทริกเพิ่มมาเป็น 15 เม็ดอย่างรวดเร็ว

ด้าน “เจมี่ วาร์ดี้” อดีตหัวหอกทีมชาติอังกฤษ วันนี้ยิงเพิ่มอีกสองประตู ทำให้ตะบันไปแล้ว 12 เม็ด เท่ากับ โรเมลู ลูกากู, เอแด็น อาซาร์ และอเล็กซองด์ ลากาแซตต์

และนี่คือ สรุปตารางคะแนน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ล่าสุด พร้อมอัพเดทตำแหน่งดาวซัลโว ประจำวันเสาร์ที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา

ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก
ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.siamsport.co.th

บิ๊กแมตช์มันส์แน่

บิ๊กแมตช์มันส์แน่!พอล เมอร์สันฟันธง5เกมใหญ่สุดสัปดาห์นี้

บิ๊กแมตช์มันส์แน่ พอล เมอร์สัน ตำนานแข้ง อาร์เซน่อล ที่ปัจจุบันเป็นกูรูลูกหนังให้กับทาง Sky Sports มาฟันธงให้ได้ลุ้นกันอีกครั้ง

บิ๊กแมตช์มันส์แน่ สำหรับศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สุดสัปดาห์นี้ ซึ่งอดีตต้นสังกัดของเขาอย่าง “ไอ้ปืนใหญ่” มีโปรแกรมเปิดรัง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ทำศึกบิ๊กแมตช์กับทีมสุดฮอตอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วย ขณะที่อีก 4 ทีมใหญ่อย่าง ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต่างเจองานไม่หนักมาก แต่ผลการแข่งขันจากมุมมองของ เมอร์สัน จะออกมาเป็นเช่นไรนั้น ไปติดตามกัน
– เซาธ์แฮมป์ตัน VS ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (เตะวันเสาร์ที่ 9 มี.ค.)

บิ๊กแมตช์มันส์แน่

“ท็อตแน่ม เพิ่งได้ผลการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมจากเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ (บุกเชือด โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 1-0) และผมก็คิดว่า พวกเขาโชคดีมากในเกมก่อนที่เจอกับ อาร์เซน่อล (เสมอ 1-1) ขณะที่ เซาธ์แฮมป์ตัน ผมมองว่าเป็นทีมที่เล่นสนุกดีนะ พวกเขาทำได้ดีมากในเกมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด (ออกไปพ่าย แมนฯ ยูไนเต็ด 2-3) และน่าจะเก็บคะแนนออกมาได้ด้วย แต่ผมไม่คิดว่า พวกเขาจะเอา สเปอร์ส อยู่”

*ฟันธง* : ไก่บุกจิก 3-1

– แมนเชสเตอร์ ซิตี้ VS วัตฟอร์ด (เตะวันเสาร์ที่ 9 มี.ค.)

บิ๊กแมตช์มันส์แน่

“วัตฟอร์ด น่าผิดหวังมากตอนออกไปเยือน ลิเวอร์พูล (แพ้ 0-5) พวกเขาโดนหั่นเป็นชิ้นๆ เลย แต่ก็กลับมาได้ในเกมที่แล้ว (ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1) แต่ผมมองไม่เห็นเป็นอย่างอื่นเลยนอกจากชัยชนะของ แมนฯ ซิตี้ เพราะตอนนี้ แมนฯ ซิตี้ ต้องการแต่ชัยชนะเท่านั้น อย่างตอนที่เจอกับ บอร์นมัธ (แมนฯ ซิตี้ บุกเชือด 1-0) ผมเห็นพวกเขาเล่นอยู่ฝ่ายเดียวเลย ขณะที่อีกฝั่งตั้งรับทั้ง 11 คน พวกเขาฝึกซ้อมแบบนี้ทุกๆ สัปดาห์ จนสุดท้ายสามารถเจาะประตู บอร์นมัธ ได้ ดังนั้นเกมนี้ผมจึงมองว่า พวกเขาจะชนะอีก ส่วน วัตฟอร์ด จะต้องลงเตะเกม เอฟเอ คัพ สุดสัปดาห์หน้า ดังนั้นเกมนี้พวกเขาอาจจะเลือกพักนักเตะตัวหลักบางคน”

*ฟันธง* : เรือใบสีฟ้ากดสบายเท้า 3-0

– ลิเวอร์พูล VS เบิร์นลี่ย์ (เตะวันอาทิตย์ที่ 10 มี.ค.)

บิ๊กแมตช์มันส์แน่

“ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องชนะในเกมนี้ และจำเป็นต้องทำประตูขึ้นนำให้ได้โดยเร็วด้วย ซึ่งถ้าปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไป ความหวั่นวิตกก็จะเริ่มครอบงำจิตใจ เพราะก่อนลงเตะ พวกเขาอาจจะมีคะแนนตามหลัง แมนฯ ซิตี้ ถึงสี่แต้มก็ได้ ถ้าเกมนี้พวกเขาทำได้แค่เสมอ ช่องว่างก็จะกลายเป็นสามแต้ม แถมมีเรื่องผลต่างประตูได้-เสียเข้ามาเกี่ยวอีก ดังนั้นนี่คือเกมที่สำคัญมากสำหรับ ลิเวอร์พูล ซึ่งผมก็พูดมาตลอดว่า ลีกแห่งนี้มันสำคัญมากกับการที่ลงเล่นก่อนและลงเล่นหลัง เพราะมันสามารถส่งผลกระทบได้”

*ฟันธง* : หงส์แดงอัด 3-1

– เชลซี VS วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส (เตะวันอาทิตย์ที่ 10 มี.ค.)

บิ๊กแมตช์มันส์แน่

“ถือเป็นเกมที่น่าสนใจ เชลซี จำเป็นต้องชนะเกมนี้เพื่อลุ้นท็อปโฟร์ แต่ถ้าคุณทำไม่ได้ คุณก็ต้องพยายามรักษาพื้นในถ้วย ยูโรปา ลีก ด้วย ซึ่ง ณ ตอนนี้ผมคิดว่า พวกเขาจำเป็นต้องพยายามเอาให้ได้ทั้งสองก่อน”

*ฟันธง* : สิงห์บลูส์เชือด 2-1

– อาร์เซน่อล VS แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เตะวันอาทิตย์ที่ 10 มี.ค.)

บิ๊กแมตช์มันส์แน่

“ว้าว นี่คือเกมใหญ่ของแท้ ทั้งสองทีมต่างกำลังลุ้นท็อปโฟร์ ผมมองว่า เกมนี้น่าจะมีการทำประตูกันเยอะด้วย ทั้งสองทีมจะเดินเกมรุกใส่กัน ตอนนี้ อาร์เซน่อล ดูเหมือนกำลังเล่นด้วยความมั่นใจ (ให้ความเห็นก่อนเกมแพ้ แรนส์ 1-3) เกมก่อนกับ ท็อตแน่ม พวกเขาโชคร้าย เพราะวันนั้นน่าจะเก็บชัยชนะได้ ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด สุดยอดมากในเกมกับ เปแอสเช ผมคิดว่า พวกเขาทำได้ดีมาก ก็อย่างที่พูดกันมาตลอดว่า ตราบใดที่คุณสามารถอยู่ในเกมได้ คุณก็ไม่มีทางรู้หรอกว่า มันจะอะไรเกิดขึ้น ผมบอกไม่ได้หรอกว่า นี่คือเกมตัดสินท็อปโฟร์ เพราะ เชลซี เองก็อยู่ตรงนั้น หลายๆ อย่างขึ้นอยู่กับ เชลซี เช่นกัน แต่ผมแค่คิดว่า ใครก็ตามที่แพ้เกมนี้ มีปัญหาแน่ นี่คือเกมที่สำคัญมาก ทั้งสองทีมจะแลกหมัดกันแน่นอน และคงจะมีการทำประตูกันเยอะ”

*ฟันธง* : เจ๊าเดือด 2-2

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.siamsport.co.th

โทษไปเรื่อย

โทษไปเรื่อย!รวมวาทะข้อแก้ตัวสุดประหลาดของ เจอร์เก้น คล็อปป์

โทษไปเรื่อย บางครั้งเมื่อทีมทำผลงานไม่ดีแน่นอนว่าผู้จัดการทีมบางคนต้องออกมาปกป้องบรรดาลูกทีมของเขา

โทษไปเรื่อย กุนซือบางคนอาจเลือกโทษนักเตะตัวเอง อย่างไรก็ตาม เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นหนึงในโค้ชที่ไม่ค่อยโทษลูกทีม แต่มักจะเลือกหาข้อแก้ตัวอย่างสภาพแวดล้อม และภูมิอากาศเวลาที่ทีมเล่นไม่ได้ดั่งใจ
อย่างในกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ ที่บุกเสมอ เอฟเวอร์ตัน แบบไร้สกอร์ บรรดาแนวรุกของทีมอย่าง โม ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่, ดิว็อค โอริกี้ และอีกหลายๆ คนไม่สามารถส่งบอลไปซุกก้นตาข่ายได้ แต่ คล็อปป์ ไม่ตำหนิฟอร์มของแข้ง “หงส์แดง” เพราะเขาเลือกโทษ “ลมแรง” ทำให้เกมมีปัญหา

ยังไม่หมดแค่นั้น กุนซือชาวเยอรมัน ยังเคยโทษสนามแห้งเกินไปทำให้ ลิเวอร์พูล ต่อบอลไม่ได้ดั่งใจ หรือที่เด็ดสุดๆ ก็คือการโยนความผิดให้นักเตะคู่แข่งบาดเจ็บเยอะจนเป็นเหตุให้เกมของ ลิเวอร์พูล สะดุด แน่นอนว่าหาก คล็อปป์ เลือกโทษแบบนี้ สงสัยฝันที่จะคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 29 ปีอาจจะอยู่ในกำมือของโชคชะตาฟ้าลิขิตแหงๆ

โทษไปเรื่อย

สนามแห้ง
เวสต์บรอมวิช 2-2 ลิเวอร์พูล เดือนเมษายน 2018

“มันเป็นเกมที่ยากลำบากมากๆ โดยเฉพาะหลังจากที่สนามแห้งและแข็งมากๆ เราครองบอลได้ตลอด และมันไม่ง่ายเลย นี่เป็นอะไรที่ยากลำบากมากๆ ผมไม่ปลื้มกับสนาม คุณไม่มีทางเล่นฟุตบอลบนสนามแบบนี้ได้ มันเป็นอะไรที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ถ้าคุณเล่นเหมือนเวสต์บรอม ซึ่งเน้นโยนยาว คุณก็ไม่ต้องการสนามที่ชุ่มชื้น มันก็แค่นั้นแหละ เราต้องรับมือกับเรื่องนี้ พวกเขาสามารถทำแบบนี้ได้อีกในปีหน้า การเล่นบนสนามแห้งและแข็งในแชมเปี้ยนชิพ”

ลมแรง
ลิเวอร์พูล 0-1 เดือนมกราคม 2017

“ครึ่งแรกมันยากลำบากจริงๆ ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกแบบนี้ไหม แต่ลมมันแรงแปลกๆ มันยากจะรับมือได้จริงๆ คุณคงเห็นจังหวะหนึ่งหรือสองจังหวะตอนที่ มิลลี่ (เจมส์ มิลเนอร์) ไม่สามารถจับบอลให้นิ่งได้ ในช่วงเวลาแบบนี้ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับการรับมือในเรื่องแบบนี้ได้”

โทษไปเรื่อย

หิมะ
ลิเวอร์พูล 1-1 เลสเตอร์ ซิตี้ เดือนมกราคม 2019

“หลังจากที่หิมะเริ่มตก และนั่นทำให้การเล่นไม่ง่ายเอาซะเลย หิมะไม่ใชปัญหา ปัญหาเดียวก็คือมันดันตกในสนาม ในกรณีนี้บอลมันไม่เคลื่อนตัว และถ้าคุณได้ครองบอลกว่า 70 หรือ 80 เปอร์เซ็นต์ แน่นอนว่ามันค่อนข้างอึดอัดมากๆ กับการที่จะขึ้นเกม”

สนามแห้งอีกรอบ
ลิเวอร์พูล 0-0 เซาธ์แฮมป์ตัน เดือนพฤษภาคม 2017

“สนามมันแห้งมากๆ ในช่วงแรกๆ มีการรดน้ำในสนาม แต่หลังจากผ่านไป 15 นาทีมันก็แห้งสนิท”

โทษไปเรื่อย

เสียงโทรทัศน์
ลิเวอร์พูล 2-3 เวสต์บรอมวิช เดือนมกราคม 2018

“ผมได้ยินเสียงจากโทรทัศน์บอกว่าเกมนี้ไม่น่าจะนานกว่า 4 นาที แน่นอนว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ คุณไม่สามารถตัดเวลาการแข่งขันเพราะมีเสียงแนะนำจากรายการที่กำลังออกอากาศ ผมไม่รู้ว่าจะมีอะไรหลังจากนั้น บางทีอาจเป็นข่าวหรืออะไรซักอย่าง หากมีเวลาเหลือ 10 นาที คุณก็ต้องเล่นให้ครบ 10 นาที คุณไม่ควรพูดว่า -ตอนนี้มันนานเกินไปแล้ว-“

ลมแรง (อีกแล้ว)
เอฟเวอร์ตัน 0-0 ลิเวอร์พูล เดือนมีนาคม 2019

“มันเป็นเกมที่ยากลำบากมากๆ สำหรับเหตุผลที่แตกต่างกันโดยเฉพาะการที่ต้องต่อสู้กับลมแรง ผมรู้ว่าผู้คนไม่ชอบที่ผมพูดแบบนี้ ลมมันพัดไปทั่วทุกสารทิศ คุณคงได้เห็นสถานการณ์แบบนี้บ่อยๆ ผมไม่ได้ช่วยเรื่องการเล่นฟุตบอลของเราเลย โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับลูกโด่ง ซึ่งมีเยอะมากเกมนี้ มันเป็นเกมที่ยากจะควบคุม เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง ผมคิดว่าเรามีโอกาสสำคัญๆ 3 หรือ 4 ครั้งในเกมนี้”

โทษไปเรื่อย

ลูกทีมล้ำหน้า
เวสต์แฮม 1-1 ลิเวอร์พูล เดือนกุมภาพันธ์ 2019

“เรามีช่วงเวลาที่ดีมากๆ และเรายิงประตูได้ทั้งๆ ที่ล้ำหน้า…..กรรมการคงรู้จังหวะนั้นในช่วงพักครึ่ง มันอธิบายได้ชัดเจนในครึ่งหลังเพราะผมคิดว่าผู้ตัดสินรู้เรื่องนี้ และคุณก็ได้เห็นการตัดสินแปลกๆ หลายครั้ง มันไม่ใช่การตัดสินที่เป็นจังหวะสำคัญมากมายอะไรก็จริง แต่มันก็เป็นการทำลายจังหวะการขึ้นเกมอย่างชัดเจน และมันไม่ได้ช่วยเราเลย ถ้าผมทำพลาดในครึ่งแรกแล้วล่ะก็ ผมก็คงไม่อยากทำพลาดมากกว่าเดิมหรอก”

นักเตะคู่แข่งบาดเจ็บ
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-0 ลิเวอร์พูล เดือนกุมภาพันธ์ 2019
“มันเป็นเกมที่แปลกมากๆ เราเริ่มต้นได้ดีจริงๆ แน่นอนว่าปัญหาบาดเจ็บทำให้จังหวะการเล่นของเราเสียไปหมด มันแบบว่า -ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ยะ ?- เรื่องนี้เกิดขึ้นกับเรากรณีของ บ็อบบี้ (ชื่อเล่น ฟีร์มีโน่) และนั่นเป็นเรื่องที่ย่ำแย่ที่สุด

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamsport.co.th

มูรินโญ่

มูรินโญ่ เปิดใจเหตุผล โม ซาลาห์ ล้มเหลวกับเชลซีภายใต้การกุมบังเหียนของโชเซ่

มูรินโญ่ นักเตะบางคนเหมาะกับบางทีม แต่บางคนก็ไม่เหมาะ อย่างในกรณีของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

มูรินโญ่ ที่ประสบความสำเร็จในการเล่นให้ ลิเวอร์พูล แต่ครึ่งหนึ่งเขาไม่สามารถแจ้งเกิดกับ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ภายใต้การกุมบังเหียนของโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีส
“เฮียมู” ดึงตัว โม ซาลาห์ จาก บาเซิ่ล มาเล่นในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อปี 2014 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เจ้าตัวกลับมากุมบังเหียนสโมสรเป็นครั้งที่สอง อย่างไรก็ตามนักเตะที่ตอนนั้นอายุเพียง 21 ปี ได้ลงสนามให้กับ เชลซี แค่ 19 เกมก่อนจะโดนปล่อยให้ ฟิออเรนติน่า ยืมตัว ตามด้วย โรม่า ซึ่งสุดท้ายแล้วได้ย้ายไปอยู่ถาวรกับ “หมา

หลังจากนั้น ซาลาห์ กลายเป็นหนึ่งในนักเตะชั้นยอดหลังจากที่้ย้ายมาอยู่กับ “หงส์แดง” โดยเขาทำลายสถิติในการเล่นฤดูกาลแรกในถิ่นแอนฟิลด์ ด้วยการตะบันไป 44 ประตูให้กับทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ รวมทั้งทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และตอนนี้ซัดไปแล้ว 20 ประตูจากการเล่นทุกรายการนำต้นสังกัดมีลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 29 ปี ช่วงที่ผ่านมามีแฟนบอล

“สิงห์บลูส์” รู้สึกเสียดายที่ทีมปล่อย ซาลาห์ ไป กระนั้น มูรินโญ่ ไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรเลย เพราะเจ้าตัวยืนยันว่านักเตะต้องการย้ายไปเล่นในอิตาลีด้วยเหตุผลหลายข้อ รวมไปถึงการที่เจ้าตัวไม่เข้าใจ และไม่เหมาะกับระบบการเล่นของเขา มูรินโญ่ เปิดใจผ่าน “บีอิน สปอร์ตส์” สื่อดังในวงการลูกหนังว่า

มูรินโญ่

“เขาย้ายมาที่เชลซี จาก บาเซิ่ล ในฐานะเด็กหนุ่มที่แสนโดดเดี่ยว, ไร้ประสบการณ์, สภาพแวดล้อมทั้งหมด และสภาพร่างกายที่ยังไม่แข็งแกร่ง หลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปอิตาลี เขาได้รับประสบการณ์กับ ฟิออเรนติน่า” “เขามีประสบการณ์กับ โรม่า และเมื่อเขากลับมาอังกฤษ เขาสามารถปรับตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบในการเล่นระดับสูงในวงการฟุตบอลยุโรป เขามีความเข้าใจเกมมากยิ่งขึ้น

เขามีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม และสภาพความฟิตก็มากยิ่งขึ้น รวมทั้งเต็มไปด้วยความมั่นใจ” มูรินโญ่ ระบุ

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamsport.co.th/

เจมี่ คาร์ราเกอร์

เจมี่ คาร์ราเกอร์ ชี้เจอร์เก้น คล็อปป์น่าเปิดเกมบุกมากกว่านี้

เจมี่ คาร์ราเกอร์ มองว่าที่จริงหลังจากเปลี่ยนตัวไปแล้วนั้น เจอร์เก้น คล็อปป์ ควรจะเน้นเล่นเกมรุกมากกว่านี้

เจมี่ คาร์ราเกอร์ หลังจากล่าสุดได้แค่เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน พร้อมชี้ ต่อให้แพ้แค่นัดเดียวตลอดทั้งฤดูกาล แต่ถ้ามาทำแต้มหล่นจากการเสมอมันก็ไร้ประโยชน์
ตำนานกองหลัง ลิเวอร์พูล แสดงความเห็นว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันของ “หงส์แดง” ควรจะให้ทีมเน้นเล่นเกมบุกมากกว่านี้หลังจากที่เปลี่ยนตัวสำรองแล้ว

ภายหลังพวกเขาทำได้เพียงบุกไปเสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 0-0 ที่สนาม กูดิสัน พาร์ค ในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา

เกมนี้ คล็อปป์ ใช้งาน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, เจมส์ มิลเนอร์ และ อดัม ลัลลาน่า ลงเล่นเป็นตัวสำรอง ซึ่งกรณีของ ลัลลาน่า สร้างความแปลกใจให้หลายฝ่าย เพราะเขาส่งมิดฟิลด์ชาวอังกฤษลงเล่นแทน ซาดิโอ มาเน่ ที่เป็นตัวความหวังในการทำประตู แถมที่จริงบนม้านั่งสำรองยังมี เซอร์ดาน ชากิรี่ ให้ใช้งานด้วย

เจมี่ คาร์ราเกอร์

โดยการเจ๊านัดล่าสุดทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่สามารถกลับไปเป็นจ่าฝูงของตารางคะแนนได้ และตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1 แต้ม

“ตอนแรกผมคิดว่าเขาน่าจะเอา โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ลงเล่น และพยายามให้ใครสักคนไปยืนหลังแผงมิดฟิลด์ของ เอฟเวอร์ตัน แต่เขากลับยังเลือกใช้มิดฟิลด์ตัวกลาง 3 คน (หลังจากที่ส่ง ฟีร์มีโน่ ลงไปแล้ว) ถ้าคุณส่ง ฟีร์มีโน่ ลงเล่น

คุณก็ต้องให้เขารับบทบาทแบบนักเตะหมายเลข 10 และใช้มิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คน รวมถึงให้คนหนึ่งอยู่ด้านหลังพวกเขา แทนที่จะใช้มิดฟิลด์ตัวกลาง 3 คนที่กองกลางของ เอฟเวอร์ตัน เห็นกันหมด”

“ขนาดตอนที่ อดัม ลัลลาน่า ถูกเปลี่ยนลงไป เขายังไม่ได้ลงไปในฐานะหนึ่งใน 3 กองกลางเลย แต่ถูกใช้ในฐานะหนึ่งใน 3 แดนหน้า บางทีตอนนั้น คล็อปป์ อาจจะคิดว่าการได้ 1 แต้มมันไม่แย่มากนักก็ได้”

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamsport.co.th/

เจาะไม่เข้า

เจาะไม่เข้า! ลิเวอร์พูลจืดแค่บุกเจ๊าเอฟเวอร์ตัน ตามจ่าฝูงแมนซิตี้หนึ่งแต้ม

เจาะไม่เข้า “หงส์แดง” คว้าชัยไม่สำเร็จแม้จะมีโอกาสมากกว่าเจ้าถิ่น เอฟเวอร์ตัน แต่ทำได้แค่บุกมาเสมอแบบไร้สกอร์ 0-0

เจาะไม่เข้า ลิเวอร์พูล เก็บได้แค่หนึ่งคะแนนมี 70 แต้มตามหลังจ่าฝูง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่หนึ่งคะแนน ขณะที่ขุนพลทอฟฟี่ไม่ชนะ ลิเวอร์พูล ในบ้านเป็นปีที่ 9 ติดต่อกันแล้ว ในเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
สนาม : แอนฟิลด์

เอฟเวอร์ตัน ยังส่ง มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน โดยดร็อป อันเดร โกเมส เป็นตัวสำรองต่อ ขณะที่ ริชาร์ลิซอน ก็หลุดตัวจริง โดยกองหน้าตัวเป้าเป็น โดมินิก คัลเวิร์ต-เลวิน

ด้าน ลิเวอร์พูล กลับมาใช้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นตัวจริง โดยแนวรุกยังเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ ดิว็อก โอริกี้ เหมือนเดิม

เจาะไม่เข้า

เริ่มเกมมา 10 นาที เอฟเวอร์ตัน มีลุ้น เมื่อ กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน กระชากเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายแล้วตบเข้ากลาง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ สกัดผิดเหลี่ยมเฉี่ยวกรอบประตูตัวเองออกหลังไปนิดเดียว

อีก 5 นาทีถัดมา หงส์แดงได้ลุ้น เมื่อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ล็อกบอลในเขตโทษฝั่งขวาก่อนได้ช่องปั่นด้วยซ้าย แต่บอลไปตรงตัว จอร์แดน พิคฟอร์ด

ลิเวอร์พูล น่าเฮเหลือเกินในนาทีที่ 28 จากจังหวะที่ ฟาบินโญ่ วางจากกลางสนามให้ ซาลาห์ หลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษฝั่งขวาก่อนจะลากไปเอี้ยวตัวยิงด้วยซ้าย แต่ดันไปตรงตัว พิคฟอร์ด บล็อคได้อีก

เจาะไม่เข้า

โอกาสของ เอฟเวอร์ตัน มาบ้าง นาทีที่ 38 ธีโอ วัลค็อตต์ ได้หลุดไปสับในเขตโทษฝั่งขวา แต่บอลก็ข้ามคานไปไกล หมดครึ่งแรกยังเสมอกัน 0-0

ครึ่งหลัง เจ้าถิ่นหวิดได้ขึ้นนำ นาที 52 โดมินิก คัลเวิร์ต-เลวิน ได้ขึ้นโขกแต่บอลยังไม่ผ่านมืออลีสซง ถัดมาอีกสามนาที ดิว็อก โอริกี้ ได้บอลทางซ้ายก่อนลากตัดมายิงด้วยขวา ทว่าบอลก็หลุดเสาแรกออกไป

เกมผ่านไปครบหนึ่งชั่วโมง “ทอฟฟี่” เปลี่ยนเอา ริชาร์ลิซอน ลงไปทำเกมรุกแทน ธีโอ วัลค็อตต์ ทางฝั่งลิเวอร์พูลส่งไม้เด็ดอย่าง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ลงไปเล่นแทน ดิว็อค โอริกี้

นาที 70 ฟาบินโญ่ เกือบจะซัดให้ หงส์แดง ขึ้นนำแล้วแต่ดีที่ ลูก้าส์ ดีญ แบ็กซ้ายทอฟฟี่ตามมาเคลียร์หวุดหวิด

เจาะไม่เข้า

จบเกม ทำอะไรกันไม่ได้ เสมอกันไป 0-0 ทำให้ “หงส์แดง” มีเพิ่มแค่หนึ่งคะแนนเป็น 70 แต้ม ตามหลัง “เรือใบสีฟ้า” จ่าฝูงแค่คะแนนเดียว

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

เอฟเวอร์ตัน : จอร์แดน พิคฟอร์ด, เชมัส โคลแมน, ไมเคิ่ล คีน, เคิร์ท ซูม่า, ลูก้าส์ ดีญ, อิดริสซ่า เกย์, มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน (อันเดร โกเมส น.76), ธีโอ วัลค็อตต์ (ริชาร์ลิซอน น.59), กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน, แบร์นาร์ด, โดมินิก คัลเวิร์ต-เลวิน (เซงค์ โตซุน น.74)

ลิเวอร์พูล : อาลีสซง เบ็คเกอร์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โฌแอล มาติป, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม (เจมส์ มิลเนอร์ น.63), โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ (อดัม ลัลลาน่า น.84), ดิว็อก โอริกี้ (โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ น.63)

ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอ็ตกินสัน

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamsport.co.th